การเงินทั้งชีวิต ต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง

ส่วนใหญ่ที่รู้มาจะเป็นการหาเงิน เก็บเงิน ลงทุน แต่เรื่องการเงินในชีวิตมีมิติมากกว่านั้น และนี่คือภาพรวมการเงินทั้งชีวิตที่ควรรู้ 

หาเงิน

สร้างรายรับหลายช่องทาง ทั้ง Active และ Passive วางแผนใช้จ่าย ทำกระแสเงินสดให้เป็นบวก จะได้มีเก็บและเริ่มสเต็ปต่อไป

วางแผนภาษี

เมื่อได้เงินมา แค่ใช้ให้เหลือในแต่ละเดือนว่ายากแล้ว ต้องเก็บไว้จ่ายภาษีด้วย เพราะผู้ที่มีรายได้ทุกคน มีหน้าที่ยื่นภาษี จะเสียมากเสียน้อยขึ้นอยู่กับฐานรายได้ และการวางแผนจัดการภาษี 

ไม่แนะนำให้หลบ เพราะถ้าถูกจับได้ โดนดอกเบี้ย ทวีคูณยิ่งกว่าเดิม

วิธีวางแผนภาษี

  1. หาค่าลดหย่อน 
  2. ทำฐานรายได้ให้น้อย 
  3. แบ่งฐานภาษี
  4. เลื่อนรับเงิน เช่น การรับเงินจากต่างประเทศ ถ้าเรานำเงินรายได้ของปีนี้ เข้าประเทศปีหน้า ก็ไม่ต้องเสียภาษี

ภาษีเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนทุกช่วงของชีวิต อย่าลืมวางแผนและกันเงินไว้จ่ายนะคะ

เมื่อเงินคงเหลือเป็นบวก สิ่งที่ต้องทำถัดมาคือ ป้องกันความเสี่ยง 

เงินสำรองฉุกเฉิน

ต้องมี 6-12 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน (หรือ 15% ของ net worth) เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น COVID ตกงาน แมวป่วย ถ้าเงินใช้จ่ายรายเดือนไม่พอ เราจะใช้จากส่วนนี้ ถ้าไม่ได้สำรองไว้ เราก็ต้องไปดึงจากส่วนอื่นมาอยู่ดี ซึ่งอาจทำให้แผนที่วางไว้สะดุด

ประกันอุบัติเหตุ 

คนทำงานหาเงิน โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ ในวันที่เราเจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ไม่ใช่แค่เราหาเงินไม่ได้ แต่เงินยังไหลออกจากกระเป๋าไม่หยุด

เมย์เห็นประโยชน์ของประกันในวันที่เชือกกระโดดฟาดตา ใครจะไปคิดว่าการกระโดดเชือกที่เราทำมาเป็นปี อยู่ดี ๆ วันนึงจะฟาดเข้ากลางตา ข้างนอกแทบไม่มีแผล แต่ข้างในลูกตาเลือดออก

หมอไม่ได้บังคับให้นอนโรงพยาบาล แต่บังคับให้นอนอยู่เฉย ๆ ห้ามขยับ และหยอดยาขยายม่านตาทุกวัน มองอะไรก็ไม่ชัด สุดท้ายจึงขอหมอแอดมิด เพื่อที่จะได้รักษาให้กลับมาเป็นปกติเร็วที่สุด

ระหว่างนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเกือบวีค เมย์ทำงานไม่ได้เลย นั่นหมายถึงรายได้ส่วนหนึ่งของเมย์หายไป และเมื่อแผลเริ่มดีขึ้น ก่อนกลับบ้าน มีค่าใช้จ่ายอีกครึ่งแสน

ถ้าไม่ได้ทำประกันไว้ก็ต้องควักเงินจ่ายเองทั้งหมด แต่บังเอิญว่าเมย์มีประกัน เป็นประกันที่โทรมาขายทางโทรศัพท์ด้วยนะ เห็นว่าจ่ายเบี้ยเดือนละไม่กี่ร้อย ก็เลยซื้อไว้ 

แบบประกันที่ซื้อไว้ มีเงินชดเชยระหว่างนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วย

จากการทำประกันครั้งนั้น 

  1. เมย์จ่ายเบี้ยเดือนละไม่กี่ร้อย ก่อนเกิดอุบัติเหตุประมาณ 8 เดือน รวมเป็นยอดประมาณ 4,000 บาท
  2. เมย์เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวประมาณ 6,000 บาท จากยอดทั้งหมดห้าหมื่นกว่าบาท และ
  3. เมย์ได้ค่าชดเชยระหว่างนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 20,000 บาท

การไม่เจ็บป่วย คือเรื่องที่ดีที่สุด แต่อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดกับเราเมื่อไหร่

หลังจากนั้นเมย์ลงดีเทลกับเรื่องประกันหนักมาก เปลี่ยนมาซื้อประกันจริงจังให้ครอบคลุมความเสี่ยงของตัวเอง

ประกันสุขภาพ

เมย์ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ยิ่งเดินป่าบ่อย ร่างกายยิ่งฟิต แต่ก็ซื้อไว้ เพราะเดี๋ยวนี้โรคภัยไข้เจ็บเหมือนอุบัติเหตุ ไม่รู้จะเกิดกับเราเมื่อไหร่ โดยเฉพาะโรคร้ายแรง ที่ค่ารักษาแพงมาก (ลองอ่านเรื่องของคุณหมอกฤตไท เพจสู้ดิวะ แล้วจะเข้าใจ)

เมย์เลยแบ่งเงินมาจ่ายส่วนนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้เงินส่วนที่เหลือ

ประกันยังมีอีกหลายมิติมาก ๆ เช่น การเตรียมเงินอนาคตให้ลูก การส่งต่อมรดกแบบไม่เสียภาษี มีหลายอันที่เมย์เพิ่งรู้ เดี๋ยวเอามาแชร์

ออมเงินเพื่อเป้าหมาย และลงทุน

เมื่อการเงินพื้นฐานแข็งแรงแล้ว สเต็ปถัดมาคือการออมเงิน และการลงทุน ตามเป้าหมาย

เงินออม + ลงทุน = 30% ของรายรับ

ความเสี่ยงที่รับได้ 100 – อายุ = อัตราส่วนที่สามารถลงในสินทรัพย์เสี่ยงได้

ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% กำลังสวย (จะน้อยหรือมากกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้)

เตรียมเงินเกษียณ 

เพราะเทคโนโลยีทำให้เราอายุยืนขึ้น แต่รัฐสวัสดิการไม่พอ เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600-1,000 งี้

ถ้าเราอายุยืนมากกว่าที่เราคิด เราจะเอาเงินจากไหนมาใช้ ให้เพียงพอกับไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการ กับค่าเงินที่โคตรจะเฟ้อ

มรดกและการส่งต่อ

เมย์เคยบอกแม่ว่า “แม่ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ เดี๋ยวหนูหาเงินเลี้ยงเอง” แล้วเมื่อต้นปีก็เพิ่งคิดได้ว่า แล้วถ้าเราตายก่อนแม่ล่ะ

หรือถ้ามีลูกวัยกำลังเรียน แล้วเราตายก่อน แต่ละคนจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปยังไง

และมรดกมีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องให้ซับซ้อนขึ้นไปอีก เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนพอสมควร ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน


อันนี้คือภาพรวมที่เมย์ไปเรียนมา รู้แล้วว่าการเงินทั้งชีวิตต้องคิดเรื่องไหนบ้าง ถัดไปคือการลงดีเทลของแต่ละเรื่อง วางแผน แล้วก็ปรับพอร์ตให้ตอบโจทย์เป้าหมายตัวเองไปเรื่อย ๆ

Content Creator ที่สนใจเรื่องการเงินและการลงทุน