5 คำถาม ก่อนตัดสินใจซื้อ หรือลงทุน ของคุณก้อย วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

ก่อนหน้านี้เมย์รู้แค่ว่าต้องขยันทำงานหาเงิน เมื่อมีเงินก็รู้จักเก็บออม และลงทุน เมย์เลยโฟกัสที่การหาเงิน ได้เงินมาหักออมไว้ส่วนนึง ส่วนใช้จ่ายรายเดือน นำไปจ่าย Fixed Cost ก่อน หลังจากนั้นเหลือน้อยก็ใช้น้อย เหลือเยอะก็ใช้เยอะ

มันมีจุดนึงที่เมย์หาได้และเหลือเยอะ ก็ลองใช้เงิน จากงก ๆ จ่ายสะบัดเลย สิ่งที่จ่ายไปเป็นประสบการณ์ที่ดี ที่อยากลอง แต่พอรู้แล้ว รู้สึกสบายใจกับความงกของตัวเองมากกว่า เมื่อรู้ตัวก็เริ่มดึงตัวเองกลับเข้าที่เข้าทาง

บังเอิญได้รู้จักวิธีคิดวิธีใช้เงินของคุณก้อย วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินคนแรกของประเทศไทย และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาสมาคมและอื่น ๆ อีกมากมาย

ก่อนจะไปเรื่องการซื้อ อันดับแรกต้องขยันทำงานหาเงินมาลงทุน ควบคุมรายจ่าย ไม่ว่าจะหาได้เท่าไหร่ ก็ต้องใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ ไม่งั้นไม่เหลือเก็บ ไม่เหลือลงทุน และระวังเรื่องวัตถุนิยม ห่วงภาพลักษณ์หน้าตาจนประมาทเรื่องใช้จ่าย

เมื่อมีเงินสำหรับใช้จ่ายแล้ว นี่คือ 5 คำถามก่อนตัดสินใจซื้อหรือลงทุน

1. เอาไปทำอะไร มีประโยชน์ใช้สอยอะไร มีอย่างอื่นทดแทนได้ไหม

เช่น โทรศัพท์ ทำไมต้องซื้อยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ ถ้าไม่นับเรื่องภาพลักษณ์ มีแล้วเก๋ ถือแล้วเท่ ฟีเจอร์ที่ต้องการมีในยี่ห้ออื่น หรือรุ่นอื่นที่ถูกกว่าไหม

ข้อนี้ไฮไลท์สำหรับเมย์มาก เป็นวิธีคิดที่ทำให้เมย์มีหลักในการตัดสินใจใช้จ่ายเงินมากขึ้น

2. มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาไหม

เช่น การซื้อรถมาขับ หรือการซื้อบ้านมาปล่อยเช่า ค่าดูแลเยอะมาก อย่างเรื่องรถ ก่อนซื้อรถเมย์คิดแค่ว่าผ่อนไหว มีไว้ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น เรื่องผ่อนอะไหว แต่ค่าใช้จ่ายแฝงตะลึงอยู่นะ ทั้งค่าพลังงาน ค่าประกัน ค่าฟิล์มติดกระจก ค่าพรบ. ค่าเปลี่ยนยาง ค่าที่จอดรถ ค่าล้างรถ อันนี้เป็นตัวอย่างค่าดูแลรักษาที่เมย์เคยมองข้ามมาก่อน พอรู้ว่าต้องคำนึงถึงส่วนนี้ด้วยก็มีสติมากขึ้น

3. ผลตอบแทนไหมเป็นอย่างไร

ถ้ามองในมุมของการลงทุน ก็ต้องดูว่ามีผลตอบแทนไหม และผลตอบแทนเป็นแบบไหน เช่น ได้เป็นดอกเบี้ยหรือเงินปันผล รายเดือนหรือรายปี หรือได้ส่วนต่างตอนขายทีเดียว

รวมถึงเราต้องการแบบไหน ต้องการ Income หรือต้องการทำกำไร และที่ขาดไม่ได้คือ ผลตอบแทนนั้นสมเหตุสมผลแค่ไหน เกิดขึ้นจริงได้ไหม

4. ถ้าไม่ชอบแล้ว ขายต่อได้ไหม

ถ้าไม่ชอบหรือไม่ใช้แล้ว เราขายได้ไหม ขายที่ไหน มีคนรับซื้อจริงไหม มูลค่าตกมากไหม

อย่างกระเป๋าแบรนด์เนม รู้ไหมว่าถ้าจะขาย ขายที่ไหน ขายผ่านไอจีมีคนซื้อต่อจริงไหม ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะปิดการขายได้ หรือแบบไปขายที่ร้านรับซื้อของแบรนด์เนม เขาให้ราคาเท่าไหร่ เพราะอย่าลืมว่า เขาต้องทำกำไรจากส่วนต่างที่ซื้อต่อจากเราไปขายต่อ แถมยังมีความเสี่ยงในการถือครอง

5. ความเสี่ยงของตัวกลาง

เช่น ถ้าไปฝากร้านขายของแบรนด์เนม ก็ต้องดูความเสี่ยงของตัวกลาง เราต้องส่งกระเป๋าไปให้เขาก่อนไหม ขายได้แล้วเขาจะจ่ายเราจริงหรือเปล่า จ่ายตอนไหน มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไหม ถ้าเขาเงียบหายไป เราจะตาม Asset เราคืนได้จากที่ไหน อย่างไรบ้าง


เมื่อมีหลักคิดในการซื้อของจนมีเงินเหลือใช้ และลงทุนจนมีเงินเหลือเก็บแล้ว อย่าลืมกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ดูความเสี่ยงในระดับที่ตัวเองรับได้ และไม่ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่สบายใจ

Content Creator ที่สนใจเรื่องการเงินและการลงทุน